ประวัติอำเภอโกสุมพิสัย

ตามบันทึกพงศาวดาร หัวเมืองมณฑลอีสานในส่วนที่เกี่ยวกับเมืองโกสุมพิสัย ซึ่งคณะกรรมการเมืองโกสุมพิสัย ทำส่งไปถวายกรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๓๙ มีความว่าเมืองโกสุมพิสัยนี้ แต่ก่อนชื่อบ้านวังท่า ยังไม่มีคำว่า " หัวขวาง" เติมท้าย ต่อมาจึงได้นามว่า บ้านวังท่าหอขวาง สันนิษฐานว่าเคยเป็นบ้าน ๆ หนึ่งนานมาแล้ว โดยสันนิษฐานจากลักษณะศิลปะของพระพุทธรูปที่พบ คาดว่าจะมีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในราว พ.ศ. ๑๓๐๐- ๑๗๐๐ในสมัยขอมเรืองอำนาจ สมัยเดียวกับปราสาทหินพิมาย เขาพระวิหาร และกู่ต่าง ๆ ที่อยู่ทั่วภาคอีสาน ต่อมาถูกปล่อยให้รกร้างไปประมาณ ๒๐๐ ปี จนเกิดเป็นป่าดงพงทึบมีช้าง เสือ หมี กวาง ละมั่ง ลิง และสัตว์ ต่าง ๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากส่วนที่มาของคำว่า " หอขวาง" นั้น มีที่มาดังนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๓ มีนายพราน ๒ คน คนหนึ่งชื่อพรานหมา อีกคนหนึ่งชื่อพรานบัวกับพวกอีก ๑๐ คน เป็นคนบ้านโนนเมือง (บ้านโนนเมืองเป็นบ้านเก่าแก่อีกบ้านหนึ่งอยู่ตำบลแพงอำเภอโกสุมพิสัย ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองขอนแก่นมาก่อน พากันไปหาล่าสัตว์ป่า แต่ก็หาได้พบสัตว์ป่าไม่ จนล่วงเข้ามาในเขตพัทธสีมาด้านตะวันตก (อยู่ข้างวัดกลางโกสุมในปัจจุบัน) ต่างก็รู้สึกอ่อนเพลีย ไปตาม ๆ กัน จึงพากันหยุดพักนอนในที่นั้นในคืนนั้นพรานคนหนึ่งฝันว่า มีบุรุษหนึ่ง ร่างกายกำยำสูงใหญ่ ท่าทางดุร้ายน่ากลัวถือตะบองมาขู่ว่า " พวกสูมาทำไม ไม่รู้ว่ากูเป็นใหญ่อยู่ที่นี่หรือ" สูล่วงล้ำมาในเขตแดนของกูทำไม?กูจะตีเสียให้ตายเดียวนี้ ! " พรานเกิดความหวาดกลัวจนตัวสั่น ได้แต่วิงวอนร้องขอชีวิตไว้บุรุษนั้นจึงสั่งว่า "ถ้าพวกสูอยากได้เนื้อ จงพากันมากราบไหว้ทำสักการะบูชา กับปลูกหอเพียงตาขวางตะวันให้กู ถ้าไม่ทำเช่นนั้น กูจะตามไปฆ่าเสียให้ตาย และพวกสูจะไม่ได้เนื้อไปแม้สักตัวเดียว"พรานคนนั้นตกใจตื่นขึ้น ก็ได้เล่าความฝันให้พรรคพวกฟัง จึงตกลงกันว่าจะปลูกหอให้ตามที่ได้นิมิตนั้นครั้นรุ่งเช้า จึงช่วยกันปลูกหอมเหศักดิ์ (ศาลเจ้า) ซึ่งมีลักษณะทอดยาวจากทิศเหนือมาทิศใต้ ซึ่งเรียกว่า " ขวางตะวัน" (หอขวาง) แล้วพากันหาดอกไม้ต่าง ๆ มาบูชาและกราบไหว้อธิษฐานขอให้ล่าเนื้อได้สมความประสงค์ แล้วก็ออกหาเนื้อตามป่าแถบนั้น ก็ไปพบหมูป่า กำลังขุดคุ้ยอาหารอยู่ริมฝั่งน้ำห่างจากที่พักประมาณ ๑ เส้น พรานก็เลยยิงถูกกลางลำตัวพอดี แต่หมูป่าไม่ตายคาที่พวกพรานจึงไล่ตามหมูป่าไปพบโบสถ์หลังหนึ่ง (คือสถานที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อมิ่งเมืองเดี๋ยวนี้)เห็นมีรอยเลือดติดอยู่ฝาผนัง จึงตามรอยเลือดไปจนพบหมูป่านอนตายพิงผนังโบสถ์ร้างอีกแห่งหนึ่งอยู่ (คือโบสถ์ร้างวัดใต้โกสุม) พวกพรานจึงพากันหามหมู่ป่ากลับถิ่นฐานของตนต่อไปส่วนความเป็นมาของบรรพบุรุษชาวโกสุมพิสัยนั้น พงศาวดารกล่าวไว้ว่า บรรพบุรุษเป็นชาวกรุงศรีสัตนาคนหุต (ลานช้าง) ซึ่งได้อพยพกระจัดกระจาย ลงมาอยู่ในดินแดนอีสานทุกวันนี้โดยมาแสวงหาที่ทำกินอันเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมแก่จริตนิสัยของตน พวกไหนเห็นว่าสถานที่ใดเป็นที่เหมาะสม คือมีที่ทำกิน มีน้ำ มีปลา และมีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ก็รวมกลุ่มกันตั้งบ้านตั้งเมืองขึ้นในสถานที่นั้น ๆ เช่นเมืองหนองบัวลำภู (ลุ่มภู) นครจำปาศักดิ์ ดอนมดแดง และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่สามารถจะจาระไน ให้ครบถ้วนได้ ในสมัยนั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๓ มณฑล คือ ๑. มณฑลอีสาน (ลาวกาว) ๒. มณฑลอุดร (ลาวพวน) ๓. มณฑลนครราชสีมา (ลาวกลาง) เฉพาะมณฑลอีสานนั้น ตั้งที่ทำการมณฑลอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี สมัยนั้นบ้านเมืองต่าง ๆ อยู่ห่างกันมาก เพราะพลเมืองมีน้อย ไม่เหมือนทุกวันนี้ในพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสานซึ่งหม่อมอมรวงศ์ วิจิตร ( ม.ร.ว. ปฐม คเนจร)กล่าว่าเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๒๓๑ ชาวกรุงศรีสัตนาคนหุต (ลานช้าง) ได้พากันอพยพไปตั้งบ้านกระติบเมืองกลางริมแม่น้ำโขง ฝั่งตะวันตกขนานนามเมืองว่า พระนครกาละจำบากนาคบุรีศรี มีพระเจ้าสุทัศนราชาเป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมือง ต่อมาเมื่อ ญาคูวัดโพนสะเม็ก (ญาคูขี้หอม) พาบริวารมาตั้งอยู่นครจำปาศักดิ์ ได้อัญเชิญเจ้าหน่อกษัตริย์ ซึ่งเป็นพระราชนัดดา ขอพระเจ้าสุริยวงศา แห่งเวียงจันทร์ขึ้นปกครองเมือง ทรงพระนามว่า เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธรางกูร ในปี พ.ศ. ๒๒๕๖ เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น นครจำปาศักดิ์นาคบุรีศรี เมื่อพลเมืองมากขึ้น ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินคับแคบ ท้าวแก้วมงคล (จารย์แก้ว) แห่งนครจำปาศักดิ์ได้นำสมัครพรรคพวกแยกพลเมืองจากนครจำปาศักดิ์ ไปตั้งเมืองใหม่ขึ้นอีกเมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๖ ชื่อว่า " เมืองสุวรรณภูมิ" (คืออำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ทุกวันนี้)จำเนียรกาลต่อมา เมืองสุวรรณภูมิมีพลเมืองมากขึ้น บุตรชายท้าวแก้วมงคล ชื่อท้าวสุทนต์ ได้นำพรรคพวกจากเมืองสุวรรณภูมิ ไปตั้งเมืองใหม่อีกชื่อว่า เมืองร้อยเอ็ด เมืองนี้ตั้งขึ้นเมื่อปีมะแม พุทธศักราช ๒๓๑๘ ตรงกับจุลศักราช ๑๑๓๗ เมืองร้อยเอ็ดเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ ลุถึงพุทธศักราช ๒๔๐๘ จุลศักราช ๑๒๒๗ รัตนโกสินทร์ศก ๗๒ ได้มีการแยกพลเมืองจากเมืองร้อยเอ็ดมาตั้งขึ้นอีกชื่อว่า เมืองมหาสารคาม โดยมีพระเจริญราชเดชวรเชษฐ์ขัติย วงษา (ท้าวมหาชัย กวด) เป็นเจ้าเมืองและท้าวบัวทอง(หลาน) ทั้งสองท่านนี้เป็นหัวหน้าบัญชาการ สร้างเมือง พระเจริญราชเดชเป็นเจ้าเมืองมหาสารคามตั้งแต่ปี ๒๔๐๘ ถึงปี ๒๔๒๐ ตอนนั้นพระธำรงชัยธวัชเจ้าเมืองธวัชบุรี (นามเดิมท้าวโพธิราช เป็นบุตรของพระพิไสยสุริยวงศ์ เจ้าเมืองโพนพิสัย) มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ "ท้าวเสือ" ซึ่งขณะนั้นรับราชการอยู่ด้วยกันกับพระเจริญราชเดช เจ้าเมืองมหาสารคาม พระเจริญราชเดชเห็นว่า ท้าวเสือเป็นผู้ที่รับราชการเมืองมาด้วยความอุตสาหะวิริยะ กอรปด้วยเป็นผู้มีสติปัญญารอบรู้ จึงส่งให้ไปเรียนการเมือง(การรัฐศาสตร์)ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ที่กรุงเทพฯ พร้อมด้วยท้าวอุ่น (พระเจริญราชเดช เจ้าเมืองมหาสารคามคนที่ ๓) เมื่อเรียนสำเร็จแล้วก็กลับมารับราชการยังที่เดิม เจ้าเมืองมหาสารคามจึงเลื่อนตำแหน่งท้าวเสือให้เป็น " ท้าวสุริโย"ในปี พ.ศ. ๒๔๑๓ (ปีที่พรานหมาพรานบัวมาสร้างหอขวางตะวัน) ได้มีครอบครัวอพยพมาจากบ้านหนองคู แขวงเมืองสุวรรณภูมิ ๗ ครอบครัว มาจากบ้านส่องแขวงเมืองมหาสารคามอีก ๕ ครอบครัว รวมเป็น ๑๒ ครอบครัว มีคนประมาณ ๓๑ คน ได้มาพบที่นี่เข้าเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่ดีใกล้น้ำ สมควรที่จะตั้งเป็นบ้านได้ จึงพากันถากถางขุดโค่นปรับพื้นที่ใกล้เคียงกับศาลเจ้า (หอขวาง)นี้ แล้วตั้งเป็นบ้านขึ้นให้ชื่อตามฉายาของหอที่พรานสร้างไว้นั้นว่า " บ้านหอขวาง" แต่นั้นเป็นต้นมาครั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔ อุปฮาตเมืองมหาสารคาม พาสมัครพรรคพวกมาอีก ๑๖ ครอบครัว รวมชายหญิงทั้งสิ้นประมาณ ๖๒ คน มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านหอขวาง จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๒๑ พระเจริญราชเดช (กวด) เจ้าเมืองมหาสารคาม ได้ถึงแก่กรรมลง อุปฮาต จึงต้องกลับไปดำรงตำแหน่งแทนพระเจริญราชเดชเจ้าเมืองมหาสารคามต่อไป ตั้งแต่นั้นมาข่าวเล่าลือความอุดมสมบูรณ์ของบ้านดงวังท่าหอขวางก็กระจายออกไป จึงมีคนอพยพมาจากถิ่นต่าง ๆ เช่น มาจากเขตเมืองกันทรวิชัย และเมืองท่าสวนยา ซึ่งแตกบ้านอพยพมาอยู่เป็นจำนวนมาก กลายเป็น ๓ หมู่บ้าน คือบ้านคุ้มใต้ บ้านคุ้มกลาง และบ้านคุ้มสังข์ ค่อย ๆ เจริญและเพิ่มปริมาณครอบครัวขึ้นเป็นลำดับต่อมาเมื่อปีมะเส็ง พุทธศักราช ๒๔๒๕ จุลศักราช ๑๒๔๔ รัตนโกสินทร์ศก ๑๐๐
พระเจริญราชเดช( ฮึง) เจ้าเมืองมหาสารคาม เห็นว่าควรจะตั้งเมืองขึ้น ๒ เมือง คือ
๑. ขอตั้งบ้านหนองบัวโพธิธานาเลา โดยขอท้าวสุริยวงษ์ (บุญมี) เป็นเจ้าเมืองวาปีปทุม ต่อมาเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงย้ายมาตั้งที่บ้านหนองแสงเป็นเมืองวาปีปทุมจนทุกวันนี้
๒. ขอตั้งบ้านดงวังท่าหอขวาง โดยขอท้าวสุริโย (เสือ) บุตรท้าวโพธิราช หลานของพระขัติยวงษา ( เสือ) เป็นเจ้าเมือง ขอท้าวเชียง ( จันโท) น้องชายพระเจริญราชเดชเป็นอัคฮาตขอท้าวราชามาตย์ บุตรเวียงแก หลานพระเจริญราชเดช(ฮึง) เป็นอัควงษ์ ขอท้าวสายทองบุตรท้าวสุทธิสารเมืองร้อยเอ็ดเป็นวรบุตร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านดงวังท่าหอขวางเป็นเมืองโกสุมพิสัยให้ท้าวสุริโย (เสือ) เป็นพระสุนทรพิพิธเจ้าเมืองขึ้นกับเมืองมหาสารคาม ส่วนตำแหน่งอัคฮาต อัควงษ์และวรบุตร ก็ได้โปรดให้มีตราพระราชสีห์แต่งตั้งตามที่พระราชเดชขอไปในการขอตั้งเมืองวาปีปทุมและเมืองโกสุมพิสัยทั้ง ๒ เมืองนี้ ตามพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน กล่าวไว้ว่า พระเจริญราชเดช (ฮึง) เจ้าเมืองมหาสารคาม ได้แต่งตั้งให้ท้าวสุริยวงษานำใบบอกพร้อมทั้งเครื่องราชบรรณาการลงไปเฝ้าทูลละอองธุรีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕เครื่องราชบรรณาการบ้านหนองแสง ใช้เงินทำเป็นรูปดอกบัว เพราะหนองแสงสมัยนั้นมีบัวมาก จึงพระราชทานนามเมืองตามเครื่องราชบรรณาการว่า " วาปีปทุม" เพราะวาปี แปลว่า บึงหรือหนองน้ำ ปทุม แปลว่า ดอกบัวส่วนบรรณาการของบ้านดงวังท่าหอขวางนั้น ใช้เงินทำเป็นรูปดอกมะคำป่า เพราะถิ่นนี้แต่ก่อนมีแต่ต้นมะคำป่าเป็นส่วนมาก จึงพระราชทานนามเมืองว่า "โกสุมพิสัย" ซึ่งแปลว่าแดนหรือที่อยู่แห่งต้นมะคำป่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งท้าวสุริยวงษาเป็น " พระพิทักษ์นรากร เป็นเจ้าเมืองวาปีปทุม และตั้งท้าวสุริโย (เสือ) เป็น " พระสุนทรพิพิธ เป็นเจ้าเมืองโกสุมพิสัย " ชื่อเมืองและชื่อเจ้าเมืองทั้งสองนี้ เป็นราชทินนามคล้องจองกันมากคือ ชื่อเมืองก็ว่า วาปีปทุม โกสุมพิสัย ชื่อเจ้าเมือง ก็ว่า พระพิทักษ์นรากร พระสุนทรพิพิธเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ การปกครองได้แบ่งเขตการปกครองประเทศตามพระราชบัญญัติการปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๐ ออกเป็นมณฑล จังหวัด และอำเภอ เมืองโกสุมพิสัยจึงถูกยุบลงเป็นอำเภอโกสุมพิสัย โดยพระสุนทรพิพิธได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอคนแรก

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2499  กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยกฐานะ 3 หมู่บ้าน ได้แค่ บ้านคุ้มกลาง บ้านคุ่มสัวข์ และบ้านคุ้มไต้ ขึ้นเป็นสุขาภิบาลหัวขวาง มีประชากร 4857 คน


ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2523 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยเปลี่ยนแปลงแนวเขตสุขาภิบาลขวางใหม่ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 97 ตอน 114 ทำให้สุขาภิบาลหัวขวาง ประกอบด้วย หมู่บ้านต่างๆ ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านคุ้มกลาง หมู่ที่ 2 บ้านคุ้มได้ หมู่ที่ 3 บ้านคุ้มสังข์ หมู่ที่ 10 บ้านคุ้มสังข์ หมู่ที่ 11 บ้านคุ้มใต้ หมู่ที่ 12 บ้านคุ้มสังจ์ และหมู่ที่ 13  บ้านคุ้มกลาง มีเขตพื้นที่ 5.55 ตารางกิโลเมตร ประชากร 10,456 คน จำนวน 2,064 หลังคาเรือน


ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 สุขาภิบาลได้เปลี่ยนแปลง ฐานะเป็นเทศบาลตำบลหัวขวาง ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พศ 2542 ซึ่งประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 116 ตอนที่ 9  กงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด เก้าสิบวันนับแต่วันประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

พื้นที่
เขตเทศบาลตำบลหัวขวาง มีพื้นที่ทั้งหมด 5.55  ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต
ด้านเหนือ ตั้งแต่หลักเขตที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่ท่าเขางัว เลียบริมกุดชี ฝั่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเลียบแม่น้ำชีถึงหลักเขตที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั้งแม่น้ำชีฝั่งได้ห่างจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือได้ของสะพานข้ามแม่น้ำชีตามแนวแม่น้ำ ระยะ 1,000 เมตร
ด้านตะวันออก จากหลักเขตที่ 2 เป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ถึงหลักเขตที่ 3 ซึ้งตั้งอยู่ริมทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 208 ตอนโกสุมพิสัย – มหาสารคาม ฟากตะวันออกตรง กม. 2,400
ด้านใต้ จากหลักเขตที่ 3 เป็นเส้นตรงไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือถึงหลักเขตที่ 4 ซึ่งอยู่ริมสายโกสุมพิสัย –  โสกขุ่น ตรง กม. 1,500 ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะ 1,000  เมตร เป็นหลักเขตที่ 5
ด้าน ตะวันตก จากหลักเขตที่ 5 เป็นเส้นตรง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือบรรจบหลักที่ 1 (ปัจจุบันเทศบาลอยู่ในระหว่างปรับปรุ่งหลังเขตที่ 1 )
               
ลักษณะภูมิประเทศ
เป็นที่ราบสูง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านพักอาศัย การคมนาคมสะดวกสบาย การคมนาคมสะดวกสบาย โดยมีถนนที่เชื่อมโยงกันอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม และกิ่งอำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม เป็นทางคมนาคมสายหลัก

จำนวนประชากร
จำนวนหลังคาเรือนทั้งหมดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 3,196 ครัวเรือน
มีประชากรทั้งหมด 9,973 คน แบ่งเป็นชาย 4,813 คน หญิง 5,160 คน
เขตการปกครอง
เขตเทศบาลตำบลหัวขวาง ตั้งอยู่ในตัวอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีหมู่บ้านทั้งหมด 10 หมู่บ้าน
หมู่ที่ 1 บ้านคุ้มกลาง
หมู่ที่ 2 บ้านคุ้มใต้
หมู่ที่ 3 บ้านคุ้มสังข์
หมู่ที่ 10 บ้านคุ้มสังข์
หฒุที่ 11  บ้านคุ้มใต้
หมู่ที่ 12 บ้านคุ้มสังข์
หมู่ที่ 13 บ้านคุ้มกลาง
หมู่ที่ 22 บ้านคุ้มกลาง
หมู่ที่ 23 บ้านคุ้มสังข์
หมู่ที่ 24 บ้านคุ้มใต้